10 ขั้นสูตรสำเร็จ ของคนระดับโลก

10 ขั้นสูตรสำเร็จ ของคนระดับโลก

คนสำเร็จ 5 %
มองเห็นอนาคต เห็นเป้าหมายชัดเจน ไม่ตามกระแส ยึดความชอบตัวเองเป็นหลัก จับเอาความฝัน ความสุข แล้วปั้นมันให้เป็นความจริง เชื่อมั่นใจความสามารถตัวเอง 100 % แม้ว่าใครจะไม่เห็นด้วย ครอบครัวบอกอย่าเลย ฝันกลางวัน ตื่นๆ แต่คุณยังเชื่อว่าเป็นไปได้ รู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ต่อยอดไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ มาดูกันนะค่ะ ว่า10 ขั้นตอนการถอดแบบความสำเร็จมีอะไร

เป้าหมายชัดเจน

1.คนสำเร็จมีเป้าหมายชัดเจน

ซึ่งการตั้งเป้าหมายสำคัญ มันคือการค้นพบตัวเอง พริ้งถอดแบบการตั้งเป้าหมายมาใช้ โดยการถามตัวเองว่า
ชีวิตนี้เกิดมาทำไหม?
ย้ำอีกครั้ง…ก็คือเป้าหมาย ชีวิต คือ อะไร
“ชีวิตจะมีความหมาย ถ้าคุณมีเป้าหมายชีวิต”
5 วิธี ค้นหาเป้าหมายชีวิตคุณ
กติกาของวิธีนี้ก็คือ…
ให้คุณเตรียมกระดาษ กับ ปากกาให้พร้อม อ่านโจทย์แต่ละข้อจบปุ๊บ ตอบทันที !! OK
ถ้าพร้อมแล้ว…
เริ่ม…
1.ถ้าวันนี้คุณมีเงิน 1,000 ล้านบาท คุณยังจะทำงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้หรือไม่
• ถ้าไม่ คุณจะทำอย่างไร
• อะไรที่คุณลงมือทำได้ทันที เดี๋ยวนี้ !! ไม่ใช่เดี๋ยวก่อน
.
2.งานที่คุณทำอยู่ปัจจุบัน ตอบโจทย์ความฝันของคุณหรือไม่
.
• ถ้าไม่ คุณจะทำอย่างไร ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือจะขยาย Comfort Zone เพราะการขยาย Comfort Zone หรือพื้นที่ที่เรารู้สึกชอบ และรัก ต่อไปจะทำให้เรามีไอเดียทำสิ่งต่างๆได้อีกมากมาย (Credit พันโท อานันท์ ชินบุตร)
• คุณเท่านั้นที่ต้องเลือก ไม่ได้เลือกชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่เลือกแบบการเดินให้กับชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งชีวิต
.
3.ถ้าหมอบอกคุณว่า คุณมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 6 เดือน คุณอยากทำอะไรกับชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณ ให้มีความสุขที่สุด ให้มีชีวิตที่ยอดเยี่ยมที่สุด ถ้าฟังคนอื่นมาเยอะแล้ว ลองฟังเสียงหัวใจคุณบ้างนะค่ะ
.
4.ความจริง คุณเกิดมาแค่ชีวิตเดียว คำถามคือ… ปัจจุบันคุณกำลังทำฝันของคนอื่นให้เป็นจริง หรือหาทางทำฝันของตัวเองให้สำเร็จ เคยถามคำถามนี้กับตัวเองบ้างไหม ถ้าเป็นอย่างแรก คุณจะทำยังไงให้ความฝันของคุณเป็นจริงเร็วที่สุด
.
5.ครอบครัว พ่อแม่ ลูก ภรรยา สามี รอความสำเร็จคุณได้นานแค่ไหน 10 ปี 20 ปี 30 ปี หรือนานกว่านั้น ความจริงไม่มีใครรอความสำเร็จได้ ทุกคนมีวันหมดอายุ ทางเดียวที่คุณต้องทำก็คือ สำเร็จให้พวกเขาเห็นเร็วที่สุด
• ทำให้คนที่คุณรักมีความสุขในวันที่มีลมหายใจ ดีกว่าดีใจในวันที่ไม่เหลือใครสักคน
• แม้ว่าคุณสำเร็จรวยพันล้านก็ไม่มีประโยชน์
• ถ้าไม่มีคนในครอบครัวแสดงความยินดีกับคุณแม้แต่คนเดียว
• คำถาม… วันนี้คุณสำเร็จเป้าหมายชีวิตแล้วกี่ข้อ
• ถ้ายังไม่ได้เริ่ม ยังไม่ถึงครึ่งทาง จะรออะไร… จัดไป!
ไม่มีใครรู้ว่า ‘พรุ่งนี้’ หรือ ‘ความตาย’ อะไรจะมาถึงก่อนกัน

 

SMART GOAL
SMART GOAL

วันนี้ ! คุณทำตามใจสั่งมา แล้วหรือยัง ?
เทคนิค SMART ตั้งเป้าหมายให้ทะลุ
การตั้งเป้าหมายให้ SMART ประกอบไปด้วย…
S : Specific = ชัดเจน
M : Measurable = วัดผลได้
A : Attainable = เป็นไปได้จริง
R : Relevant = สำคัญกับตัวเรา
T : Timely = มีกรอบเวลา

ทำงานด้วย SMART GOAL
2 ทำงานด้วย SMART

เรื่องการทำงานและบริหารธุรกิจ
.
1. หาบุคคลที่ประสบความสมเร็จที่เราอยากเป็นเหมือนเค้า เรื่องธุรกิจพริ้งถอดแบบจากบุคคลคนหนึ่งที่เค้าประสบความสำเร็จมากๆในด้านอีคอมเมิร์ซ
.
2. ที่เลือกการถอดแบบจากท่านนี้เพราะ เค้าพูดเสมอว่าธุรกิจในโลกนี้มีเยอะ แต่ธุรกิจไหนจะเหมาะกับเรา ชีวิตเราเวลาสำคัญที่สุด เราต้องตัดสินใจให้ตัวเองประสบความสำเร็จ และมั่งคั่งให้เร็วที่สุด เพื่อเราจะได้มีเวลามาอยู่กับคนที่เรารัก และยังสามารถช่วยเหลือคนที่เราเจอ คนที่เราอยากช่วยเหลือ โดยการส่งมอบคุณค่าดีๆเหล่านี้ให้ผู้อื่นต่อได้อีก
.
3. พริ้งทำการศึกษาและนำข้อดีมาเปรียบเทียบ โดยมีแนวคิดตามนี้
ฉันสามารถเดินทางทำงานได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็สามารถทำงานได้
ฉันมีศักยภาพในตัวเอง ฉันเป็นนายของตัวฉันเอง
ฉันได้งานที่ไม่จำกัดกลุ่มของลูกค้า
ฉันใช้ ไอเดียในการทำงาน
ฉันใช้เวลาน้อย แต่ได้ผลตอบแทนมาก
ฉันสามารถสื่อสารกับทุกๆคนในแต่ละภาษาได้ทำให้งานสำเร็จลุลวงไปได้โดยง่ายๆสบายๆ
ฉันพูดและเขียนภาษาต่างๆที่ฉันติดต่อสื่อสารได้อย่างคล่องตัว สบายๆ
ฉันได้รับผลตอบแทนจากการนำคุณค่าในสิ่งที่ฉันสร้างออกไปและได้รับเงินในทุกๆสกุลเงินกลับมา
ฉันสามารถบริหารงานหลายๆด้านได้ในช่วงเวลาเดียวกัน
ฉันทำงานสบายๆเหมือนการใช้ชีวิตที่ราบรื่น
ฉันได้รับความอุปถัมภ์จากผู้คนมากมาย เค้ารัก และปรารถนาต่อฉัน
ฉันได้รับรายได้มหาศาลเกิน 100 ล้าน จากการนำคุณค่าต่างๆไปให้ผู้คน
ฉันเก่งเรื่องการลงทุน เอาเงินมาต่อเงิน
ฉันถนัดในการใช้เงินทำงานแทนฉัน ทั้งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นต่างๆ Forex, Option
ฉันรักงานฉันมาก เพราะมันให้ชีวิตใหม่กับฉัน
.
4. พริ้งลงมือปฎิบัติตาม เริ่มจาก
เริ่มทำธุรกิจด้านออนไลน์แบบเป็นตัวกลางหรือนายหน้าและทำแบบขายปลีก เพราะไม่มีความเสี่ยงและใช้เงินลงทุนน้อยกว่าธุรกิจอื่
และเมื่อได้รับเงินจากธุรกิจออนไลน์แรก พริ้งก็เอาส่วนของกำไรมาลงทุนซื้อสินค้าเป็นล้อท เพื่อทำการขายส่ง เพราะใช้เวลาน้อยขึ้นในการได้กำไรเร็วขึ้น ลดแรง และเวลาที่ใช้ออกไปได้มากขึ้น

 

บริหารเงินด้วย Six Jars
3 บริหารเงินด้วย Six Jars

พริ้งบริหารเงินรายได้ตามแบบทฤษฎี 6 Jars คือ การแบ่งเงินออกเป็น 6 บัญชี
 กระปุกที่ 1 : กระปุกการลงทุน (Financial Freedom Account : FFA) 10%
พริ้งเห็นความสำคัญของกระปุกนี้มาก เป็นกระปุกที่ทุกเดือนไม่ว่าพริ้งจะมีเงินแค่ไหน พริ้งจะต้องแบ่งเงิน 10% ของเงินเดือนหรือรายได้เดือนนั้น มาใส่กระปุกนี้ก่อน เป็นกระปุกที่เราจะไม่ถอนออกมาใช้เลย เพราะเราจะกำลังทำตามที่เค้าบอกคนรวยเค้าทำกัน คือ การเอาเงินมาต่อเงิน……..
 กระปุกที่ 2 : กระปุกจำเป็น (Necessities Account : NEC) 55%
กระปุกนี้แบ่งเงินออกมา 55% ของรายได้ทั้งหมดในแต่ละเดือน แล้วใช้สำหรับค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายทุกเดือน
กระปุกที่ 3 : กระปุกฝันใหญ่ (Long Term Saving for Spending : LTSS) 10%
กระปุกนี้แบ่งเงินออกมา 10% ของรายได้ทั้งหมดในแต่ละเดือน แล้วใช้สำหรับ เป็นเงินที่เก็บในระยะยาวไว้ใช้จ่ายสำหรับสิ่งหนึ่งที่เป็นของชิ้นใหญ่และมีราคาสูง จักรยานคันใหม่, มอเตอร์ไซด์คันใหม่,โทรทัศน์เครื่องใหม่ หรือเครื่องดนตรีที่อยากได้
กระปุกที่ 4 : กระปุกการศึกษา (Education Account : EDUC) 10%
กระปุกนี้แบ่งเงินออกมา 10% ของรายได้ทั้งหมดในแต่ละเดือน แล้วใช้สำหรับการลงทุนที่มีคุณค่าที่สุดคือการลงทุนกับความรู้ นำเงินในส่วนนี้ไปใช้ในการซื้อหนังสือและซีดีเพิ่มพูนความรู้ในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นภาษา วิชาเรียน ดิคชั่นนารี และเรื่องที่สนใจ หรือ ลงคอร์สเรียนตามสถาบันต่างๆ ปริญญาตรี ปริญญาโท การอบรม
กระปุกที่ 5 : กระปุกตามใจฉัน (Play) 10%
กระปุกนี้แบ่งเงินออกมา 10% ของรายได้ทั้งหมดในแต่ละเดือน เป็นกระปุกที่เปรียบเสมือนการให้รางวัลตัวเองที่นอกเหนือจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับพริ้ง พริ้งเก็บไว้สำหรับไปพักตามโรงแรมหรูๆที่เราคิดว่าเราไม่มีโอกาสไปแน่เลย แต่คุณเชื่อไหม เงินจากกระปุกนี้มันทำให้พริ้งเที่ยวอย่างสนุก เพราะมันเป็นเงินที่เก็บมาเพื่อเที่ยวโดยเฉพาะ กระปุกนี้จะทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัดกับการเก็บเงิน เพราะทุกคนต้องมีชีวิตที่ผ่อนคลาย.
กระปุกที่ 6 : กระปุกแห่งการแบ่งปัน (Give) 5%
กระปุกนี้แบ่งเงินออกมา 5% ของรายได้ทั้งหมดในแต่ละเดือน สำหรับพริ้งก็ถือว่าสำคัญ เอ้านึกถึงใจเราเองถ้าเรารู้สึกตัวเองยังขาดแคลนเงิน คุณจะกล้าให้เงินใครฟรีๆไหม หรือกล้าให้ทานใครไหม? นี้คือโจทย์สำคัญ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายังติดกับตัวเราเองเลย ว่าไม่มีเงิน บอกเลย ชีวิตนี้คุณไม่มีทางเป็นเศรษฐีได้ คุณเห็นเหล่าเศรษฐีไหมที่เค้าบริจาคเงินเพื่อสถาบัน โน่น นี้ นั้น ไม่ใช่เค้าอวดรวย แต่เค้ารู้สึกอิ่ม และรู้สึกว่าตัวเองมีมากพอแล้ว เค้าอยากแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง ถึงวันนั้นที่คุณถึงจุดนั้นคุณจะรู้ว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตคุณ แต่ความดี การให้ การรักผู้อื่น การทำสิ่งดีๆต่างหากที่สำคัญที่สุด ที่ถึงคุณไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่ความดีของคุณยังตราตรึงในหัวใจทุกๆคนที่คุณช่วยเหลือเค้าไว้ คุณว่าจริงไหม ลองคิดดู….

 

4 เรียนรู้ที่จะล้มวันนี้เพื่อชนะตัวเองในวันหน้า
4 เรียนรู้ที่จะล้มวันนี้เพื่อชนะตัวเองในวันหน้า

คุณแลกด้วยอะไร… !!
หนึ่งในกฎแห่งความจริงของโลกคือ…
“เมื่อคุณแลกบางอย่างออกไป คุณจะได้สิ่งที่ต้องการกลับมา”
ความร่ำรวย ความสำเร็จ ความสัมพันธ์ สุขภาพ เงินทอง ความรัก ความสุข แน่นอนทุกคนต้องการ ถ้าวันนี้ผมมีเวทมนต์ความสำเร็จ 1 ข้อ มอบให้คุณและการันตีว่าคุณจะได้มัน 100 % แน่นอน คุณจะขออะไร ? (เขียนลงบนกระดาษ จับเอาความคิดแว๊บแรก… เขียนลงไปทันที) เมื่อคุณเขียนเสร็จแล้ว อ่านทวนเป้าหมายนั้น 3 รอบ เพื่อตอกย้ำว่าคุณต้องการมันจริงๆ
ตัวอย่างเช่น
• ฉันมีรายได้ X,XXX,XXX บาท/เดือน ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560
• ฉันเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม ภายในสัปดาห์นี้ ปรับลุคดูดีมีเสน่ห์
• ฉันจัดการขยายประเทศในการขายสินค้าได้ 5ประเทศ ภายใน 1 ปี
• ฉันลงทุนในหอพัก12 ห้อง ภายใน 1ปี Yes !!

คุณจะเอาอะไรมาแลก… ???
ความสำเร็จของคุณ อนาคตของคุณ ที่คุ้มค่าพอ ความสำเร็จย่อมเป็นของคุณ
• แลกด้วย… การลงทุนความรู้ให้ตัวเอง
• แลกด้วย… การทุ่มเทเวลา กับสิ่งที่ต้องการ 100 %
• แลกด้วย… การออกแรงให้เต็มสูบ เร่งเครื่องให้เต็มที่
• แลกด้วย… การออกสตาร์ทก่อนคนอื่น ไม่ต้องฟังเสียเล็กเสียงน้อ
• แลกด้วย… การพุ่งตรงที่เป้าหมาย ไม่หยุดอยู่กับความท้าทาย
• แลกด้วย… การขายไอเดีย ขายสมอง ขายแรง เพื่อมีเงินทุนเพิ่ม
• แลกด้วย… การสร้างคอนเน็กชั่นกับคนรวย คนสำเร็จ
• แลกด้วย… การเอาชนะความเหนื่อย ยาก ท้อแท้ ดูถูก นินทา หมดกำลังใจ แล้วไปต่อ
• แลกด้วย… การเปลี่ยนความรู้คุณ เป็นธุรกิจ Entrepreneur เทรนด์อนาคต
“สละความสุขชั่วคราว เพื่อใช้ความสุขชั่วชีวิต”
.
3.ยอมรับผลของการตัดสินใจ
ถ้าคุณตั้งใจแน่วแน่แล้วว่า จะลงไปวิ่งในเส้นทางเศรษฐี
เพื่อไปสู่ความสำเร็จ คุณต้องเจอบททดสอบก่อนเสมอ…
• ถ้าคุณทำธุรกิจ บททดสอบคือ …ล้มเหลว เสียเงิน จิตตก ความไม่แน่นอน รับมือลูกค้าเจ้าปัญหา การสื่อสาร การเงิน รายรับ รายจ่าย กำไร ขาดทุน คอนเน็กชั่น ปัญหาวันเว้นวัน การบริหารเวลา ทีมงาน ผลิตผลงานให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ ผู้ถือหุ้น เงินปันผล การขนส่ง
• สุดท้ายคุณก็นำพาธุรกิจ ทีมงาน คู่ค้า พุ่งทะยานในธุรกิจ Startup สำเร็จ
• ถ้าคุณลดน้ำหนัก บททดสอบคือ …เหนื่อย ยาก ท้อ หมดกำลังใจ ปวดเนื้อปวดตัว เสื้อฟิต ต้องมีวินัย สร้างกำลังใจ ความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง เป้าหมายชัดเจน เบื่อกินอาหารคลีน พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่ายเป็นนิสัย …สุดท้ายคุณก็หุ่นดี ฟิตเฟิร์ตจนเพื่อนทักทำอะไรมา
• ถ้าคุณฝึกการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ บททดสอบคือ …ความยุ่งยาก ซับซ้อน เครื่องมือเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่รู้ฟังชั่นโน้นใช้ยังไง ฟังชั่นนี้ทำแบบไหน ปวดหัว วุ่นวาย ผิดพลาด Error เซฟแล้วเสีย เซฟแล้วหาไม่เจอ เซฟแล้วใช้ไม่ได้ …สุดท้ายคุณก็ใช้จน คำถามคือ… คุณจะเรียนรู้วันนี้ เพื่อเข้าใจในวันหน้า หรือล้มเลิกกลางคัน ทิ้งไว้กลางทาง เพื่อไปสู่ฝันใหม่ ที่ไม่เคยเป็นความจริงเลยสักวัน ไม่มีผิดถูก ทุกเส้นทางล้วนมีคนสำเร็จและล้มเหลว คุณต้องตัดสินใจเลือก…
.
4.ใช้คนให้ถูกงาน
ความสามารถคนเราไม่เหมือนกัน ถ้าเหมือนกันป่านนี้คุณคงเห็นผมเป็นวิศวกร หมอ ตำรวจ ไปนานแล้ว ความเป็นจริงไม่ใช่เลย ความสามารถคนเราไม่เหมือนกัน บางอย่างฝึกฝนกันได้ บางอย่างมันไม่ใช่ทางของคุณตั้งแต่แรก สิ่งที่ได้เหมือนกันคือ ประสบการณ์ Key คือ… คุณต้องหา “จุดเด่น” อย่าเสียเวลาหา “จุดด้อย” …พัฒนาจุดเด่นให้โดน ทำให้คุณโดดเด่นในสายตาผู้คน เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนฝูง ลูกค้า เมื่อนั้นรายได้คุณจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ตัวอย่างเช่น
• โน้ต อุดม จุดเด่นเป็นนักเล่าเรื่อง หาตัวจับยาก มุกแพรวพราว สุดสวิงริงโก้อีโต้บั๊ม ถ้าวันนี้เขาไม่นำเสนอจุดเด่น พัฒนาจนเป็นจุดแข็ง คุณอาจไม่รู้จักชายจมูกโต อารมณ์ดีที่ชื่อ โน้ต อุดม แต้พานิช
• บัวขาว บัญชาเมฆ จุดเด่นชั้นเชิงมวย ความแข็งแกร่ง มีวินัย หัวใจนักสู้ เดินหน้าฆ่าลูกเดียว ดุดันกระทิงดำ ถ้าวันนี้บัวขาว ไม่รู้จุดแข็งเขาคืออะไร โลกคงไม่รู้จักดำดอทคอมที่ชื่อ บัวขาว บัญชาเมฆ
• อย่าวัดความสามารถปลาปีนต้นไม้ อย่าวัดความสามารถหนูบินบนฟ้า
• ถ้าคุณจะทำอะไร แล้วมีคนไม่เห็นด้วย พูดจาดูถูก ไม่ต้องไปโต้ตอบ เพราะเขากำลังเอาประสบการณ์ของตัวเค้ามาตัดสินในสถานการณ์นั้น
• สิ่งที่ดีที่สุดคือ ลงมือทำในสิ่งที่คุณเชื่อให้สำเร็จดีที่สุด
• ความสำเร็จจะพาคุณทิ้งห่างคนคิดลบไปเรื่อยๆ จนลืมไปว่าเราเคยรู้จักกัน ถึงตอนนั้นรอบตัวคุณจะห้อมล้อมไปด้วยคนสำเร็จ
• ปรับโฟกัสให้ชัด เล็งเป้าให้ดี นั่นแหละคือสิ่งที่คุณค้นหามาทั้งชีวิต
ชีวิตไม่มีทาง “ลัด” มีแต่ทาง “ลุย” จัดไป

 

5 เชื่อมั่นในตัวเอง ที่เปี่ยมด้วยพลัง
5 เชื่อมั่นในตัวเอง ที่เปี่ยมด้วยพลัง

เชื่อในตัวคุณที่เต็มเปี่ยมพลัง ทำได้คุณเชื่อว่าตัวคุณสามารถสำเร็จได้หรือไม่ …ฟังดีๆนะค่ะ สิ่งที่จะถามคุณมันสำคัญมากกับความสำเร็จ คำถาม… คุณเชื่อมากน้อยแค่ไหนว่าคุณสำเร็จได้ ระดับความเชื่อจาก 0-10 คุณให้คะแนนตัวเองกี่คะแนน เมื่อคุณเชื่อ ตามกฎแรงดึงดูด โลกภายในสะท้อนสู่โลกภายนอก คุณถึงระดับความเชื่อมั่น เพราะมันสำคัญมากในยามที่คุณต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างนับจากปัจจุบันไปสู่อนาคตอย่าทำอะไรครึ่งๆกลางๆ แน่นอนระหว่างทางคุณอาจจะลังเล สงสัย มาถูกทางรึเปล่า หรือว่าตัดสินใจผิดกันแน่ …วิธีที่จะตรวจสอบดูว่า คุณทำถูกทางหรือไม่ …คือ คุณต้องมีความสุขมากกว่าเดิม มีรายได้มากกว่าเดิม มีทักษะในการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น ถ้าคุณสำรวจดูแล้ว ทำแล้วไม่มีความสุข ทำแล้วไม่ได้ตอบโจทย์เป้าหมายที่คุณวางไว้ รีบหมุนหางเสือเดี๋ยวนี้ แล้วมุ่งไปทิศทางที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ ชีวิตคุณจะมีความหมาย ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาค่ะ

 

6 จงเปลี่ยนความหมายต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เจอให้เป็นบวก
6 จงเปลี่ยนความหมายต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เจอให้เป็นบวก

Reframing เคล็ดลับของคนที่ประสบความสำเร็จก็คือ พวกเขาไม่ปล่อยให้สถานการณ์แย่ๆเหล่านั้น มีผลกับจิตใจตัวเอง ตรงกันข้าม การตอบสนองกับเหตุการณ์เหล่านั้นต่างหาก ที่ทำให้คนสำเร็จแตกต่างจากคนส่วนใหญ่คนส่วนใหญ่ ปล่อยให้สถานการณ์ เข้ามาควบคุมจิตใจ ไหลลอยไปตามอารมณ์คิดลบคนสำเร็จ (คิด ไตร่ตรอง ใช้สติ) ควบคุมสถานการณ์ตรงหน้า หาโอกาสพลิกเกมส์ให้เป็นบวก

ึ7 ใช้เทคโนโลยีให้เป็น
7 ใช้เทคโนโลยีให้เป็น

อาวุธทางธุรกิจคือ Facebook , Instagram , Twitter , LINE , Youtube
คำถาม… คุณใช้อาวุธเหล่านี้ในการผ่อนแรงในการทำงานและดูดเงินให้กับคุณบ้างรึยัง ถ้ายังไม่เคยทำเงินได้เลยสักครั้ง ออกแนวเสียตังค์ส่วนใหญ่ คุณควรหาไอเดียสร้างธุรกิจด้วยเครื่องมือเหล่านี้ได้แล้ว สังเกตดีๆยุคนี้คนสำเร็จเยอะ คุณต้องดูว่าธุรกิจที่คุณทำเหมาะกับเครื่องมือชนิดใด
ถ้าคุณไม่มีไอเดีย คิดไม่ออกบอกไม่ได้ ขอแนะนำลองเข้าสัมมนาฟรีก่อน ค้นหาในอินเตอร์เน็ท หรือทางเฟซบุ๊ก ที่ไหนมีสัมมนาฟรี จัดเลย อย่างน้อยคุณก็ได้รู้แนวทางการทำเงินมีวิธีไหนบ้าง แล้วถ้าคุณสนใจจริงๆ ค่อยลงเรียนเป็นเรื่องเป็นราว


3 อย่าง ที่คุณต้องรู้เดี๋ยวนี้ (ไม่รู้ไม่ได้) ถ้าอยากทำธุรกิจออนไลน์ให้สำเร็จ business-technology
1.คุณต้องรู้ วิธีการใช้เครื่องมือ การโฆษณาแบบเฉพาะเจาะจงเป้าหมาย พื้นที่ เพศ ความสนใจ การใช้แท็ก การเขียนคำโปรยขายสินค้า เครื่องมือทางสถิติเพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด จำนวน Organic Reach

2.คุณต้องรู้ เทคนิคการขายแม้ว่าคุณใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียเป็น แต่ปิดการขายไม่เป็น คุณก็ขายสินค้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องเรียนรู้เรื่องการขาย ปิดขายแบบเนียนๆ ขายแบบไม่ขาย ขายยังไงให้ลูกค้าซื้อซ้ำ ขายยังไงต้องตัดสินใจทันที ถ้าคุณรู้เทคนิคการขาย คุณขายอะไรก็ได้ ถ้าคุณไม่ชอบการขาย เปลี่ยนความคิดเดี๋ยวนี้ เพราะการขายนี่แหละ คือ คาถามหาเสน่ห์เรียกเงินเข้ากระเป๋าดีที่สุด

3.คุณต้องรู้ วิธีสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์
เมื่อคุณรู้วิธีใช้เครื่องมือ รู้เทคนิคการขายขั้นเทพ แต่คำถามคือ ทำไมลูกค้าต้องซื้อของกับคุณ ไม่ใช่คนอื่น คุณต้องเรียนรู้วิธีสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ปั้นตัวคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Expert) โพสต์ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้คนสม่ำเสมอ ในเวลาเดิมทุกวัน ให้แบบไม่มีกั๊ก คุณไม่ต้องกลัวว่าถ้าบอกหมดแล้วใครจะมาซื้อของฉันล่ะ ลืมไปได้เลยค่ะ ถ้าคุณให้ความรู้ ให้คุณค่า แบ่งปันออกไปให้มากพอเวลาลูกค้าต้องการจะซื้อสินค้าหรือบริการเขาจะคิดถึงคุณ เพราะคุณได้ให้คุณค่าที่เป็นประโยชน์กับเขาเป็นคนแรก เพราะฉะนั้น ร้านอาหารที่เอาสูตรมาบอกในรายการทีวี เอาเข้าจริง คนก็แห่ไปกินที่ร้านเหมือนเดิม เพราะขี้เกียจซื้อของ ขี้เกียจทำ แถมรสชาติอร่อยเหมือนต้นตำรับรึเปล่าก็ไม่รู้ ไปกินที่ร้านเลยดีกว่า สบายใจ ง่าย สะดวก.

 

8 มีความเป็นอิสระกับเงิน
8 มีความเป็นอิสระกับเงิน

3 ปัจจัยสำคัญ ! ช่วยให้คุณมีอิสระทางด้านการเงิน แบบเร่งสปีดความสำเร็จ
1.เป็นธุรกิจที่คุณมีกำไร (Profit) มากกว่า 40 % ขึ้นไป หรือกำไรยิ่งมากยิ่งดี
2.มีระบบ (System) บริหารจัดการธุรกิจ ระบบการขาย ใช้พลังทวีเป็นเครื่องทุนแร
3.สามารถสอน หรือทำซ้ำได้ง่าย (Teaching) ให้ใครทำแทนก็ได้ ไม่ใช่คุณเท่านั้นที่ขับเคลื่อนธุรกิจ เปลี่ยนจากคนควบคุมระบบ มาเป็นผู้บริหารและดูภาพรวมแทน
ที่คุณยังไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะคุณไม่รู้วิธีการ แต่เป็นเพราะ… คุณไม่ลงมือทำซะที

 

9 จงมีความสุขจากสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว
9 จงมีความสุขจากสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว

ลองค้นหาความสุขที่อยู่รอบตัวคุณแบบง่ายๆ อาจเป็นความสุขที่คุณทำสิ่งนั้นทุกวัน หรือคุณอาจมองข้ามคุณค่าของสิ่งนั้นไป เพราะความเคยชิน ลองเปลี่ยนความรู้สึกของคุณใหม่

 

10 มุ่งมั่น ชัดเจน ลงมือทำ
10 มุ่งมั่น ชัดเจน ลงมือทำ

เคล้ดลับของคนสำเร็จระดับโลก ที่มีเหมือนกันทุกคน คือ ลงมือทำทันที ตอนนี้เลย

ทำไมคนเราถึงผลัดวันประกันพรุ่ง?

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Research in Personality พบว่า คนที่มักจะผัดวันประกันพรุ่งจนติดเป็นนิสัยนั้น จะถนัดในเรื่องของการเลื่อนงานออกไป สุดท้ายนิสัยนี้ก็จะกลายเป็นลักษณะนิสัยที่ติดตัวไปตลอด ซึ่งนิสัยผัดวันประกันพรุ่งนี้เป็นนิสัยที่แก้ยาก เพราะลักษณะนิสัยในปัจจุบันจะส่งเสริมให้เราผัดผ่อนงานออกไปตลอด ในความเป็นจริงแล้ว เราเกือบทุกคนก็มีนิสัยผัดงานด้วยกันทั้งนั้น แต่จากการสำรวจของเว็บไซต์ Psychology Today กลับพบว่า ผู้ที่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนผัดวันประกันพรุ่งมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นเอง ดังนั้นหากคุณกำลังมีปัญหากับการจัดการชีวิตและการงานให้มีประสิทธิภาพ หรือกำลังขาดแรงจูงใจในชีวิต แสดงว่าคุณอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นคนที่ผัดวันประกันพรุ่งจนติดเป็นนิสัยก็ได้

และนี่ก็คือ 2 วิธีที่ต้องทำ ในการจะช่วยกำจัด “นิสัยผัดวันประกันพรุ่ง” ของคุณให้หายไปได้

1. เพียงแค่เริ่ม ลงมือทำทันที

การเริ่มต้นทำงานอาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง แต่ถ้าเราสามารถฝืนตัวเองให้เริ่มทำงานได้แล้วล่ะก็ เราก็จะเหมือนถูกสะกดให้ทำงานนั้นต่อไปเรื่อยๆ จนจบ นั่นเพราะว่าสมองของเราจะถูกบังคับด้วยสิ่งที่เรียกว่า Zeigarnik effect (เซกานิก เอฟเฟค) ที่จะช่วยให้เราทำสิ่งที่ริเริ่มมาจนเสร็จสิ้นให้ได้ ดังนั้น วิธีที่จะจัดการกับนิสัยผลัดวันประกันพรุ่งได้ก็คือ ททท. ที่ย่อมาจากคำว่า “ทำ ทัน ที” นั่นเอง

2. แบ่งงานใหญ่ ให้กลายเป็นงานเล็กๆ

บางงานอาจจะง่ายก็จริงแต่ปัญหากลับอยู่ที่การเริ่มต้นทำงาน ที่เรามักจะเลื่อนงานใหญ่ๆ ที่ใช้เวลานานออกไปก่อน เพราะกลัวว่างานนั้นจะแย่งเอาเวลาของเราไปเสียหมด และทำให้ห้องหรือโต๊ะทำงานนั้นรกจนอึดอัดวุ่นวาย

อย่างไรก็ดี ยังมีอีกเคล็ดลับหนึ่งที่ได้รับการรับรองทางจิตวิทยาว่าสามารถทำให้เราเลิกกลัวการเริ่มต้นได้ นั่นก็คือ การแบ่งงานใหญ่ๆ ให้กลายเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ หลายขั้นตอน ซึ่งการแบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ จะสามารถทำให้งานเสร็จได้ง่ายกว่าการทำชิ้นใหญ่ให้เสร็จภายในทีเดียว ดังนั้นวิธีนี้จึงช่วยทำให้เริ่มต้นการทำงานของคุณง่ายมากยิ่งขึ้นไปอีกดังที่ได้กล่าวไปในข้อแรกว่า “การเริ่มต้นลงมือทำ” จะช่วยให้เรามีแรงผลักดันทำงานจนเสร็จได้ และต่อมาข้อสอง “การแบ่งงาน” ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้งานของคุณสำเร็จลุล่วงได้ไวยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้ว เราก็จะมีเวลาว่างมากขึ้นเมื่อเราสามารถขจัดนิสัยผลัดวันประกันพรุ่งเหล่านี้ออกไปได้

Credit TED.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *